ศูนย์คชศึกษา  องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์    ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ศูนย์คชศึกษา
โครงการนำช้างคืนถิ่นเพื่อสุรินทร์ถิ่นบ้านเกิด
กิจกรรมการท่องเที่ยวภายในศูนย์คชศึกษา
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับช้าง
สมเด็จพระเทพฯ เสด็จศูนย์คชศึกษา
การจับช้างของขาวกวย
การจับช้างในราชสำนัก
บทความทั่วไป
สถิติการเยี่ยมชม
Untitled Document
หน้าหลัก -> การจับช้างในราชสำนักสยาม
 

 
อดีตไทยเป็นชาติหนึ่งที่มีช้างป่าอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก มีทั้ง “โขลงเชื่อง” คือโขลงช้างป่าที่หากินอยู่ตามชายดง หรือชายทุ่ง ตามบริเวณทุ่งหญ้าใกล้แหล่งชุมชนและ “โขลงเถื่อน” ที่อยู่และหากินบนเขาหรือป่าโปร่ง สลับดงดิบ ห่างไกลจากผู้คนสัญจร โดยแต่ละโขลงจะมีหัวหน้าหรือจ่าโขลงเป็นช้างพังขนาดใหญ่ ทำหน้าที่ควบคุม คอยระแวดระวังภัย ตามสัญชาตญาณหวงลูก เป็นช้างฉลาด มีสำเนียกระวังภัยสูง และชำนาญในภูมิประเทศ รู้แหล่งอาหาร แหล่งน้ำ แหล่งหลบซ่อนพักผ่อนเป็นอย่างดี ผู้ที่ออกจับช้างต้องเรียนรู้ระบบโขลง รู้แหล่งอยู่อาศัย แหล่งหากิน เวลาออกหากิน ตลอดจนอุปนิสัยพื้น ๆ ของช้างแต่ละโขลง ต้องตระเตรียมกำลังคน โดยช้าง ๑ เชือก ใช้คนอย่างน้อยที่สุด ๒ คน คือ หมอหรือควาญ ๑ คน และท้ายช้าง ๑ คน ตระเตรียมเสบียงกรัง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าวสาร พริก เกลือ กะปิ น้ำปลา ส่วนของสด เครื่องแกง เครื่องปรุงอื่น ๆ และเครื่องมือจับช้าง ประกอบด้วย หนังปะกำ ไม้คันจาม ทามคอ ชนัก สลก โยง สนามมุก ไม้งก กระหรั่นหรือกระเดื่อง และซัง
การตระเตรียมกำลังคน
การจัดอัตรากำลัง ช้างต่อ ๑ เชือก ใช้คนอย่างน้อยที่สุด ๒ คน  คือท้ายช้าง ๑ คน หมอหรือควาญ ๑ คน การจับช้างป่า ๑ เชือก บางครั้งต้องใช้หนังปะกำคล้องถึง ๔ เส้น ซึ่งหมายความว่าต้องใช้ช้างต่อถึง ๔ เชือก หมอหรือควาญถึง ๔ คน เพราะช้างต่อ ๑ เชือก จะมีเครื่องมืออุปกรณ์คล้องเพียง ๑ สำรับเท่านั้น
การจับช้างสมัยพระนครศรีอยุธยานิยมกระทำกัน ๓ วิธี คือ
๑. วิธีวังช้าง เป็นการจับช้างป่าที่เป็นพระราชนิยมในหลาย ๆ รัชกาล มีทั้งการจับช้างตามพระบรมราชโองการ หรือเป็นการพาณิชย์ที่ต้องเสียค่ารัชชูปการตาม     พระราชกำหนด ซึ่งเมื่อมีกระแสพระบรมราชโองการหรือได้รับการติดต่อ หมอเฒ่าจะเริ่มพิธีสำรวจร่ายมนต์หานิมิตและฤกษ์ หลังจากนั้นจึงทำการคัดเลือกผู้ชำนาญการและสนใจเข้าร่วม ไม่นิยมจัดหาคนก่อนหาฤกษ์เพราะฤกษ์ที่ได้จะเป็นเงื่อนเวลาสำคัญประกอบการตัดสินใจ หลังเสร็จพิธีเซ่นไหว้และขอพรให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองและประทานโชคลาภแล้ว คณะผู้จับช้างจะออกเดินทางไปยังตำแหน่งอันเป็นถิ่นหากินของช้างป่า เมื่อพบชัยภูมิอันเหมาะสมก็จะทำการสร้างแนวรั้วที่แข็งแรงด้วยซุงไม้เนื้อแข็ง ณ ตำแหน่งที่จะทำการจับช้าง ลักษณะคอกนิยมทำเป็นปีกกางออกไปสองด้าน มีสัณฐานเป็นรูปตัววี ที่กั้นคอกเป็นลานไม่กว้างนัก มีประตูโตงเตงที่ผูกด้วยเชือกหรือหวาย มีซองขนาดตัวช้างเดินเข้าได้พอดี หรือต้อนช้างทั้งโขลกเข้าไปในส่วนที่เป็นรูปตัววี ซึ่งมีพื้นที่จำกัด พรางเป็นรั้วทึม ๓ ด้าน เสร็จแล้วสร้างศาลเพียงตาประจำทิศทั้งสี่ ครูเฒ่าร่ายมนต์ วางเครื่องเซ่นพร้อมใบบนกลัวสั่งชุด “หมอไล่” ออกต้อนโขลงช้างให้เข้าในคอกที่เตรียมไว้


 
 
 
๒. วิธีไล่ต้อนเข้าเพนียด เพนียด คือ คอกดักช้าง มีลักษณะ การก่อสร้างคล้ายกับคอกวัง สร้างไว้ใกล้เมืองหลวง คงทนถาวร สะดวกแก่การเสด็จทอดพระเนตรและตรวจสอบคชลักษณ์ หลักการคือ เจ้าพนักงานกรมช้างใช้ช้างต่อและควาญจำนวนมาก ไล่ต้อนโขลงช้างจากป่าลึกเดินทางรอนแรมลงไปยังคอก หรือเพนียด ประตูด้านนอกจะถูกพรางเป็นอย่างดี หลังจากช้างป่าถูกต้อนเข้ามาอยู่ในพื้นที่แคบ ๆ และเจ้าพนักงานผู้ชำนาญการดูคชลักษณ์ชี้บอกช้างตัวต้องการแล้วทำการต้อนกันออกจากโขลง เพื่อให้เข้าไปในซองแคบ ๆ จัดการพันธนาการตามประเพณีนิยม ทรมานให้อ่อนล้าและหิวโหยแล้วนำช้างต่อเข้าตีสนิท
 ๓. การโพนช้าง เป็นวิธีการจับช้างป่า ที่หมอช้างขี่ช้างต่อไล่คล้องเอาช้างป่าจากโขลง โดยใช้หนังปะกำ ซึ่งปลายข้างหนึ่งทำเป็นบ่วงบาศเสียบอยู่กับไม้คันจาม ที่เหลือจะขดเป็นวงวางอยู่บนหลังช้างต่อ ปลายอีกข้างหนึ่งผูกติดกับคอช้าง คล้องที่เท้าหลังของช้างป่า หลังจากคล้องช้างป่าได้แล้ว ช้างต่อก็จะดึงช้างป่าไปมัดไว้กับต้นไม้ใหญ่ แล้วหมอช้างก็ขี่ช้างต่อเข้าเทียบเพื่อเอาทามคล้องใส่คอช้างเชลย โดยให้คอช้างทั้งสองอยู่ค่อนข้างชิดกัน เสร็จแล้วมะ ( ผู้ช่วยหมอช้าง) ก็จะไปปลดเอาเชือกหนังปะกำออกจากขาช้างเชลยและแก้ปลายอีกด้านหนึ่งที่ผูกติดกับต้นไม้ออก หลังจากนั้นทั้งหมอช้างและมะก็จะนำช้างเชลยเดินทางกลับชมรมที่พัก หมอช้างที่คล้องช้างป่าได้ก็จะทำการเซ่นหนังปะกำของตนเป็นกรณีพิเศษ


 
โพสโดย: ผู้ดูแลระบบ
ลิ้งที่เกี่ยวข้อง
วิดีทัศน์ประชาสัมพันธ์
เลือกภาษาเว็บไซต์
Polls
เว็บไซต์ศูนย์คชศึกษาสามารถเข้าถึงได้สะดวก
ศูนย์คชศึกษา องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์
All right reserve@2010