ศูนย์คชศึกษา  องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์    ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ศูนย์คชศึกษา
โครงการนำช้างคืนถิ่นเพื่อสุรินทร์ถิ่นบ้านเกิด
กิจกรรมการท่องเที่ยวภายในศูนย์คชศึกษา
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับช้าง
สมเด็จพระเทพฯ เสด็จศูนย์คชศึกษา
การจับช้างของขาวกวย
การจับช้างในราชสำนัก
บทความทั่วไป
สถิติการเยี่ยมชม
Untitled Document
หน้าหลัก -> กวยผู้สร้างเมืองสุรินทร์
 

 


 
ในภูมิภาคอินโดจีนมีชนเชื้อชาติหนึ่ง ซึ่งมีความใกล้ชิดกับชนชาติมุณฑ์ในอินเดียตอนเหนือ เรียกตนเองว่า กวย หรือ กูย มีถิ่นฐานเดิมอยู่ ณ บริเวณลุ่มแม่น้ำพรหมบุตร แคว้นอัสสัม ประเทศอินเดีย ต่อมาบางส่วนได้อพยพลงมาตามลำน้ำโขง และตั้งถิ่นฐานกระจายอยู่ทั่วไป ในตอนใต้ของประเทศจีน ตอนเหนือและตอนใต้ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสาธารณรัฐกัมพูชาประชาธิปไตย โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองอัตปือแสนปาง ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ในราวปีพุทธศักราช ๒๒๖๐ ชาวกูยส่วนหนึ่งได้อพยพข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาอาศัยอยู่ในบริเวณ   ป่าดงดิบแถบอีสานตอนใต้ของสยามประเทศ โดยแบ่งกองคาราวาน ออกเป็น ๖ กลุ่ม ได้แก่ 
กลุ่มที่  ๑ มาอยู่ที่บ้านเมืองที (ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอเมืองสุรินทร์) มีหัวหน้า ชื่อ เชียงปุม
กลุ่มที่  ๒ มาอยู่ที่บ้านกุดหวาย หรือ เมืองเตา (ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอรัตนบุรี) มีหัวหน้า 
                ชื่อ เชียงสี
กลุ่มที่  ๓ มาอยู่ที่บ้านเมืองลีง (ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอจอมพระ) มีหัวหน้า ชื่อ เชียงสง
กลุ่มที่  ๔ มาอยู่ที่บ้านปราสาทสี่เหลี่ยมโคกลำดวน (ปัจจุบันคือบ้านดอนใหญ่ อำเภอวังหิน 
                จังหวัดศรีสะเกษ) มีหัวหน้า ชื่อ ตากะจะและเชียงขัน
กลุ่มที่  ๕ มาอยู่ที่บ้านอัจจะปะนึง (ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอสังขะ) มีหัวหน้า ชื่อ เชียงฆะ
กลุ่มที่  ๖ มาอยู่ที่บ้านกุดปะไท (ปัจจุบัน คือ บ้านจารพัต อำเภอศีขรภูมิ) มีหัวหน้า
                 ชื่อ เชียงไชย




สมัยสมเด็จพระที่นั่งสุริยามรินทร์ แห่งกรุงศรีอยุธยา ช้างเผือกของพระองค์ได้แตกโรงหนีออกจากกรุงศรีอยุธยามุ่งหน้าทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเข้าสู่เขตเมืองพิมาย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงมีรับสั่งให้ขุนนางสองพี่น้อง (พระยาจักรีและพระยาสุรสีห์) กับไพรพลออกติดตามช้างเผือก ซึ่งขุนนางทั้งสองท่านได้มาขอความช่วยเหลือจากหัวหน้าชุมชนชาวกวย ประกอบด้วย เชียงสี เชียงปุม เชียงไชย ตากะจะ     เชียงขัน และเชียงฆะ ให้ช่วยพาติดตามช้างเผือก จนกระทั่งสามารถจับได้และได้ช่วยควบคุมช้างเผือกกลับคืนสู่กรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระที่นั่งสุริยามรินทร์จึงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งบรรดาหัวหน้าชุมชนชาวกวยให้มีฐานันดรศักดิ์และกลับไปปกครองคนในชุมชนของตน โดยอยู่ในอำนาจของกรุงศรีอยุธยา ขึ้นตรงต่อ เมืองพิมาย ดังนี้

                      ตากะจะ                        เป็น                    หลวงแก้วสุวรรณ
                      เชียงขัน                        เป็น                    หลวงปราบ
                      เชียงฆะ                        เป็น                    หลวงเพชร
                      เชียงปุม                        เป็น                    หลวงสุรินทร์ภักดี
                      เชียงสี                          เป็น                    หลวงศรีนครเตา
                      เชียงไชย                      เป็น                    ขุนไชยสุริยงค์
พุทธศักราช ๒๓๐๖ หลวงสุรินทร์ภักดี (เชียงปุม) ได้ขอพระบรมราชานุญาตย้ายหมู่บ้านจากเมืองที ซึ่งคับแคบไปตั้งที่บ้านคูปะทาย (เมืองสุรินทร์ในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่กว้างใหญ่   มีกำแพงค่ายคูล้อมรอบถึง ๒ ชั้น เหมาะสมที่จะป้องกันและต่อต้านศัตรูที่มารุกรานได้เป็นอย่างดี
เมื่อย้ายถิ่นฐานจากบ้านเมืองทีไปอยู่บ้านคูปะทายแล้ว หัวหน้าหมู่บ้านทั้ง ๕ จึงได้พากันไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ กรุงศรีอยุธยา โดยได้นำสิ่งของไปทูลเกล้าฯถวาย เพื่อเป็นการส่งสวยตามราชประเพณี ประกอบด้วย ช้าง ม้า แก่นสน ปีกนก นอระมาด (นอแรด) งาช้าง ขี้ผึ้ง น้ำผึ้ง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระที่นั่งสุริยามรินทร์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนบรรดาศักดิ์หัวหน้าหมู่บ้านให้สูงขึ้น ดังนี้
๑. หลวงสุรินทร์ภักดี (เชียงปุม) เป็น พระสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง ยกบ้านคูปะทาย เป็น เมืองประทายสมันต์ ให้พระสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง เป็นเจ้าเมืองปกครอง
๒. หลวงเพชร (เชียงฆะ) เป็น พระสังฆะบุรีศรีนครอัจจะ ยกบ้านอัจจะปะนึง หรือบ้านดงยาง เป็น เมืองสังฆะ ให้พระสังฆะบุรีศรีนครอัจจะ เป็นเจ้าเมืองปกครอง
๓. หลวงศรีนครเตา (เชียงสี) เป็น พระศรีนครเตา ยกบ้านกุดหวาย เป็น เมืองรัตนบุรี ให้ พระศรีนครเตา เป็นเจ้าเมืองปกครอง
๔. หลวงแก้วสุวรรณ (ตากะจะ) เป็น พระไกรภักดีศรีนครลำดวน ยกบ้านปราสาทสี่เหลี่ยมดงลำดวน เป็น เมืองขุขันธ์ ให้พระไกรภักดีศรีนครลำดวน เป็นเจ้าเมืองปกครอง

พุทธศักราช  ๒๓๒๑  พระเจ้ากรุงธนบุรี โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ยกกองทัพซึ่งมีกำลังสมทบของเมืองขุขันธ์ เมืองสังฆะ    และกองทัพช้างจากเมืองประทายสมันต์ ไปตีเมืองนครพนม หนองคาย เวียงจันทน์ และเมืองจำปาศักดิ์ ในปีพุทธศักราช  ๒๓๒๔ เกิดการจลาจลในเขมร สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกกับพระยาสุรสีห์ยกกองทัพไปปราบปราม โดยเกณฑ์กำลังจากเมืองขุขันธ์ สังฆะ และประทายสมันต์ไปช่วยปราบปรามเมืองประทายเพชร  ประทายมาศ เมืองรูงตำแรย์ กำปงสวายและเสียมราฐ ในระหว่างสงครามครั้งนี้ได้มีพวกเขมรหลบหนีสงครามจากเมืองเสียมราฐ กำปงสวาย ประทายเพชร และเมืองอื่น ๆ เข้ามาอยู่ในเมืองประทายสมันต์ และเมืองสังฆะเป็นจำนวนมาก จึงก่อให้เกิดการผสมผสานทางเชื้อชาติ และวัฒนธรรมระหว่างกวยกับเขมร แต่เนื่องจากเขมรมีความเจริญรุ่งเรืองมาก่อน จึงส่งผลให้วัฒนธรรมและความเป็นอยู่ของชาวเมืองประทายสมันต์ผันแปรไปทางเขมรมากขึ้น
เมื่อเสร็จศึกสงครามเมืองเวียงจันทน์ และเมืองเขมรแล้ว เจ้าเมืองประทายสมันต์ เจ้าเมืองขุขันธ์และเจ้าเมืองสังฆะ ได้รับการเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นพระยาทุกคน
พุทธศักราช ๒๓๒๙ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อ เมืองประทายสมันต์ เป็นเมืองสุรินทร์ ตามสร้อยบรรดาศักดิ์ของเจ้าเมือง และโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าเมืองพิมายแบ่งปันอาณาเขตให้เมืองสุรินทร์ ดังนี้
ทิศเหนือ                                       จดลำห้วยพลับพลา
ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ                  ติดต่อกับแขวงเมืองรัตนบุรี ตั้งแต่แม่น้ำมูลถึงหลักหินตะวันออกบ้านโพนงอยถึงบ้านโคกหัวลาว และต่อไปยังบ้านโนนเปือย และตามลำห้วยถึง
                   บ้านนาดี บ้านสัจจังบรรจงไปทางตะวันออกถึงห้วยทับทัน
ทิศตะวันออก                                 จดลำห้วยทับทัน
ทิศตะวันตก                                   ถึงลำห้วยตะโคงหรือชะโกง มีบ้านกก บ้านโคกสูง แนงทม สองชั้น และห้วยราช
ทิศใต้                                           ไม่ได้กำหนดไว้ เพราะขณะนั้นเมืองเขมรบางส่วนอยู่ในความปกครองของไทย
พุทธศักราช  ๒๓๕๐  พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงดำริว่า เมืองสุรินทร์ เมืองสังฆะ และเมืองขุขันธ์ เป็นเมืองที่เคยตามเสด็จพระราชดำเนินในการพระราชสงครามหลายครั้ง มีความชอบมาก จึงโปรดเกล้าฯให้ทั้ง ๓ เมือง ขึ้นตรงต่อกรุงเทพมหานครเลยทีเดียว มีอำนาจชำระคดีได้เอง ไม่ต้องขึ้นต่อเมืองพิมายเหมือนแต่ก่อน
บรรพบุรุษของชาวสุรินทร์ ได้สนองพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทุกรัชกาลด้วยความจงรักภักดีมาโดยตลอด จึงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งผู้สืบเชื้อสายจากพระยาสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง (เชียงปุม) เป็นเจ้าเมืองสุรินทร์สืบต่อกันมา จนกระทั่งเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นแบบเทศาภิบาล ส่วนกลางจึงได้เริ่มแต่งตั้งข้าราชการฝ่ายปกครองมาดำรงตำแหน่งข้าหลวงประจำจังหวัดสุรินทร์ ในปีพุทธศักราช  ๒๔๕๑  เป็นต้นมา




 
โพสโดย: ผู้ดูแลระบบ
ลิ้งที่เกี่ยวข้อง
วิดีทัศน์ประชาสัมพันธ์
เลือกภาษาเว็บไซต์
Polls
เว็บไซต์ศูนย์คชศึกษาสามารถเข้าถึงได้สะดวก
ศูนย์คชศึกษา องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์
All right reserve@2010