ศูนย์คชศึกษา  องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์    ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ศูนย์คชศึกษา
โครงการนำช้างคืนถิ่นเพื่อสุรินทร์ถิ่นบ้านเกิด
กิจกรรมการท่องเที่ยวภายในศูนย์คชศึกษา
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับช้าง
สมเด็จพระเทพฯ เสด็จศูนย์คชศึกษา
การจับช้างของขาวกวย
การจับช้างในราชสำนัก
บทความทั่วไป
สถิติการเยี่ยมชม
Untitled Document
หน้าหลัก -> สรุปผลการดำเนินงานโครงการ "นำช้างคืนถิ่นเพื่อสุรินทร์ถิ่นบ้านเกิด"
 

 
 
 
สรุปผลการดำเนินการโครงการ “นำช้างคืนถิ่น เพื่อพัฒนาสุรินทร์บ้านเกิด”

จังหวัดสุรินทร์ ประกอบด้วย ชนพื้นเมือง 3 กลุ่มใหญ่ คือ เขมร ลาว กวย และกลุ่มคนชาวกวยเป็นกลุ่มคนที่มีความสามารถในการจับช้างและฝึกช้างไว้สำหรับใช้งานในครอบครัว จึงทำให้จังหวัดสุรินทร์เป็นจังหวัดที่มีช้างเลี้ยงมากที่สุดในประเทศไทย โดยส่วนใหญ่จะเลี้ยงช้างในบริเวณพื้นที่บ้านตากลางและหมู่บ้านใกล้เคียงในตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งการเลี้ยงช้างของคนชาวกวยในจังหวัดสุรินทร์แตกต่างจากการเลี้ยงช้างในภูมิภาคอื่น ๆ ในประเทศไทยที่เลี้ยงช้างไว้ใช้แรงงานเป็นเสมือนเครื่องมือในการทำมาหากิน แต่คนสุรินทร์จะเลี้ยงช้างเสมือนเป็นหนึ่งสมาชิกในครอบครัว ทุกเทศกาลงานประเพณีที่สำคัญของชุมชนจะต้องมีช้างเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งเสมอจนกลายเป็นวิถีชีวิตความผูกพันระหว่างคนและช้างที่สืบต่อกันมาจากบรรพบุรุษจนถึงปัจจุบัน
เมื่อกระแสการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและสังคมได้รุกคืบเข้ามาในพื้นที่ ความต้องการพื้นที่เพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจก็มีมากขึ้นตามลำดับส่งผลให้มีการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าภูดิน ป่าสงวนแห่งชาติดงสายทอ และป่าบุ่งป่าทามบริเวณวังทะลุ ซึ่งเดิมเคยเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชอาหารช้างและสมุนไพรรักษาช้าง จึงทำให้พืชอาหารช้างในพื้นที่ลดลงไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงช้างที่มีเป็นจำนวนมาก และเมื่อสภาพป่าลดลงทำให้เกิดความแห้งแล้งในพื้นที่ ส่งผลให้คนเลี้ยงช้างไม่สามารถประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้ ทำให้ขาดอาชีพเลี้ยงตัวเองและครอบครัว ส่งผลให้เกิดปัญหาต่อการเลี้ยงช้างในจังหวัดสุรินทร์ ควาญช้างส่วนหนึ่งต้องนำช้างออกไปรับจ้างตามปางช้างหรือสถานที่ท่องเที่ยวทั่วประเทศไทย ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งยังคงเลี้ยงช้างไว้เหมือนในอดีตแต่ก็เป็นส่วนน้อย และอีกส่วนหนึ่งจะเลือกวิธีการนำช้างออกไปตระเวนเร่ร่อนขายของที่ระลึกและขายอาหารช้างตามชุมชนเมือง ทั้งในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑลและจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ เพื่อหารายได้เลี้ยงชีพและครอบครัว ก่อให้เกิดปัญหาการจราจรในเมืองต่าง ๆ ทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อช้าง เกิดปัญหาสุขภาพช้าง ปัญหาทางด้านสังคมและครอบครัวของควาญช้าง หรือเจ้าของช้าง ที่ต้องทิ้งถิ่นฐานไปเป็นเวลานาน
เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาช้างเร่ร่อนที่ก่อให้เกิดปัญหานานัปการในข้างต้น นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ (นายธงชัย มุ่งเจริญพร) จึงมีแนวคิดที่จะแก้ไขปัญหาช้างเร่ร่อนอย่างมุ่งมั่นและจริงจัง เพื่อหาวิธีการที่จะนำทั้งคนและช้างกลับคืนสู่มาตุภูมิอย่างสง่างาม ประกอบกับขณะนั้นได้มีชาวช้างที่นำช้างออกไปเร่ร่อนแล้วถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมได้เข้ามาขอความช่วยเหลือจากนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์เป็นจำนวนมาก ซึ่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ได้พบปะกับชาวช้าง โดยจัดประชุมประชาคมเพื่อขอรับฟังความคิดเห็นจากชาวช้างหลายครั้งด้วยกัน และจากการประชุมประชาคมครั้งสุดท้าย ณ สนามแสดงช้าง ในงานแสดงช้างประจำปี 2548 เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2548 เพื่อพบปะและขอรับฟังความคิดเห็นจากชาวช้างพร้อมทั้งสอบถามความสมัครใจในการสมัครเข้าร่วมโครงการ “นำช้างคืนถิ่น เพื่อพัฒนาสุรินทร์บ้านเกิด” ซึ่งในคราวนั้น ปรากฏว่ามีชาวช้างได้ตอบรับสมัครเข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมากถึง 381 เชือก ผลจากการตอบรับที่ดีจากชาวช้างดังกล่าว ทำให้โครงการ “นำช้างคืนถิ่น เพื่อพัฒนาสุรินทร์บ้านเกิด” ได้ดำเนินต่อไปอย่างเป็นรูปธรรม และได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2549 ณ ศูนย์คชศึกษา บ้านตากลาง ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ การแก้ไขปัญหาช้างเร่ร่อนให้กลับมาอยู่ในถิ่นฐานบ้านเกิด ช่วยให้คนและช้างมีงานทำ มี
รายได้เลี้ยงชีพ มีแหล่งอาหารเพียงพอที่จะเลี้ยงช้างได้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวของจังหวัดสุรินทร์ที่จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวจังหวัดสุรินทร์มากยิ่งขึ้น รวมถึงเป็นการพัฒนาสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ช้างควบคู่ไปกับการอนุรักษ์และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมชาวกูยเลี้ยงช้างในจังหวัดสุรินทร์
แต่เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ ทำให้ในครั้งแรกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์สามารถรับช้างไว้ในโครงการได้เพียง 181 เชือก และสามารถอยู่ได้จนถึงปัจจุบัน 57 เชือก โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ได้จ่ายค่าจ้างช้างพร้อมควาญ เดือนละ 8,000 บาท/คน/เชือก และนำชาวช้างที่ร่วมโครงการส่วนหนึ่งทำกิจกรรมปลูกพืชอาหารช้าง อีกส่วนหนึ่งนำช้างฝึกการแสดงเพื่อนำไปสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อหารายได้พึ่งพาตนเองในอนาคต โดยกำหนดกิจกรรมหลักเพื่อดำเนินกิจกรรมพัฒนาศูนย์คชศึกษา กิจกรรมพัฒนาระบบบริหาร กิจกรรมสร้างแหล่งอาหารช้าง กิจกรรมการพัฒนาพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งจากผลการดำเนินงานกว่าสามปีที่ผ่านมาปรากฏว่าได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวและบุคคลทั่วไปได้เข้ามาเยี่ยมชมเป็นจำนวนมาก เช่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้นำตัวแทนบริษัทนำเที่ยวจากต่างประเทศมาเยี่ยมชมเพื่อขยายผลแหล่งท่องเที่ยว คณะทำงานระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวสามเหลี่ยมมรกต คณะนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมเอกชน (ปรอ.) สื่อโทรทัศน์รายการต่าง ๆ รวมถึงสื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ก็ได้เข้ามาเยี่ยมชมศูนย์คชศึกษาอย่างต่อเนื่อง และที่ชาวช้างภูมิใจสูงสุดคือ การที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงนำคณะกรรมการนานาชาติมูลนิธิรางวัลเจ้าฟ้ามหิดลฯ เยี่ยมชมศูนย์คชศึกษา เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2550 และพระเจ้าวรวงค์เธอพระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ฯ พร้อมด้วยพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าธีปังกรรัศมีโชติ เสด็จศูนย์คชศึกษา เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2552 ที่ผ่านมา
อนึ่ง การดำเนินงานตามโครงการ “นำช้างคืนถิ่น เพื่อพัฒนาสุรินทร์บ้านเกิด” ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2549 จนกระทั่งปัจจุบัน องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ได้รับการสนับสนุนงบประมาณ บุคลากร องค์ความรู้ และอื่น ๆ จากหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนหลายหน่วยงาน อาทิ จังหวัดสุรินทร์โดยสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัด สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โครงการชลประทานสุรินทร์ องค์การบริหารส่วนตำบลกระโพ และจากภาคเอกชน บริษัท เดสทิเนชั่น เอเซีย (ประเทศไทย) จำกัด โดยได้ร่วมมือพัฒนางานด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการท่องเที่ยว ประกอบด้วย
- อาคารจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP จำนวน 1 หลัง
- ที่จอดรถพร้อมรั้วบริเวณศูนย์คชศึกษา จำนวน 1 แห่ง
- ห้องสุขา จำนวน 3 หลัง
- ป้อมยาม จำนวน 2 หลัง
- อาคารเก็บพัสดุ จำนวน 1 หลัง
- สนามแสดงช้าง จำนวน 1 หลัง
- ระบบประปาบาดาล จำนวน 3 แห่ง
และจัดกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวต่าง ๆ เช่น พิธีเซ่นศาลปะกำ พิพิธภัณฑ์ช้าง การแสดงความสามารถของช้าง ช้างเล่นน้ำบริเวณวังทะลุ การนั่งช้างชมบริเวณศูนย์คชศึกษา รวมถึงการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่มีความโดดเด่นและได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ซึ่งได้ยกระดับให้เป็นกิจกรรมการท่องเที่ยวหลักของจังหวัด 2 กิจกรรม คือ งานจดทะเบียนสมรสบนหลังช้าง ที่จะจัดขึ้นในวันแห่งความรัก 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปี และ ประเพณีบวชนาคช้าง ที่จะจัดในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 6 ของทุกปี
ปัจจุบัน องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ได้กำหนดทิศทางการพัฒนาของโครงการไปสู่ความเป็น “หมู่บ้านช้างเลี้ยงใหญ่ที่สุดในโลก” ที่อยู่ภายในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการดำรงชีพของคนและช้างอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ โดยขอความร่วมมือและขอความสนับสนุนจากหน่วยงานต่าง ๆ ทุกภาคส่วนเพื่อระดมทุนในการดำเนินการรวบรวมช้างเร่ร่อนและชาวช้างที่ออกไปเร่ร่อนนอกพื้นที่ให้มาอยู่ภายในหมู่บ้านช้างเลี้ยงที่ใหญ่ที่สุดในโลกให้ได้ประมาณ 300 เชือก และปัจจุบันเราได้รับความอนุเคราะห์จากองค์การสวนสัตว์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ช่วยจ่ายค่าตอบแทนช้างเพิ่มเติมอีก140 เชือก รวมกับช้างที่อยู่ในโครงการนำช้างคืนถิ่นฯ ในส่วนขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์อีก 60 เชือก ดังนั้น ปัจจุบันจึงมีช้างอยู่ในโครงการฯ รวมทั้งสิ้น 200 เชือก
นอกจากนี้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ยังมีแผนที่จะดำเนินการปรับปรุงอาคารสถานที่และสภาพภูมิทัศน์ภายในศูนย์คชศึกษา ให้มีความเหมาะสมต่อการรองรับการท่องเที่ยว เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องช้างของโลก ดำเนินการปรับปรุงพื้นที่บริเวณวังทะลุให้มีความเหมาะสมต่อการรองรับกิจกรรมการท่องเที่ยว ดำเนินการปลูกพืชอาหารช้าง พืชสมุนไพรช้าง พืชพื้นเมืองประจำถิ่นในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดงภูดิน ป่าสงวนแห่งชาติดงสายทอ และป่าบุ่งป่าทามบริเวณวังทะลุ รวมถึงการพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมวิถีชีวิตระหว่างคนกับช้าง ทั้งนี้ เพื่อร่วมกันสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของสัตว์ใหญ่ที่ถือเป็นสัตว์สัญลักษณ์ประจำประเทศไทยของเราสืบไป


โพสโดย: ผู้ดูแลระบบ
ลิ้งที่เกี่ยวข้อง
วิดีทัศน์ประชาสัมพันธ์
เลือกภาษาเว็บไซต์
Polls
เว็บไซต์ศูนย์คชศึกษาสามารถเข้าถึงได้สะดวก
ศูนย์คชศึกษา องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์
All right reserve@2010